แนะนำอาหารที่จริงๆ แล้วมีต้นกำเนิดในญี่ปุ่น พร้อมรูปประกอบ! ทั้งออมไรซ์ เทนชินฮัง และนาโปลิตัน

อาหารญี่ปุ่นได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่าเป็นอาหารที่ทั้งสวยงามด้านการจัดวาง สีสันสดใส ใช้วัตถุดิบสดใหม่ มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน และดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังผสมผสานวัฒนธรรมอาหารต่างประเทศเข้าด้วยกัน ทำให้คุณสามารถรับประทานอาหารที่หลากหลายได้ เช่น อาหารจีน อาหารตะวันตก และอาหารนานาชาติ ญี่ปุ่นยังมีอาหารอีกมากมายที่ได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศ แล้วถูกนำมาดัดแปลงจนกลายเป็นเมนูใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว บางเมนูอาจดูเหมือนเป็นอาหารจากต่างประเทศ แต่เมื่อรู้ความจริงว่าเป็นอาหารที่ถือกำเนิดขึ้นในญี่ปุ่น หลายคนอาจะรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย

ในบทความนี้ เราจะแนะนําประวัติและเสน่ห์ของเมนูอาหารญี่ปุ่นยอดนิยมที่คนญี่ปุ่นคุ้นเคยและชื่นชอบ เช่น นาโปลิตัน และเทนชินฮัง พร้อมภาพประกอบด้วย

10 อาหารที่มีต้นกําเนิดในญี่ปุ่น

นาโปลิตัน

ชื่อ “นาโปลิตัน” หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นอาหารที่มีต้นกำเนิดจากเมืองเนเปิลส์ ประเทศอิตาลี แต่ความจริงแล้ว นี่คืออาหารออริจินัลที่ถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น กล่าวกันว่าในช่วงต้นยุคโชวะ เชฟอิริเอะ ชิเกทาดะ หัวหน้าพ่อครัวรุ่นที่สองของโรงแรม Hotel New Grand เมืองโยโกฮามะ ได้คิดค้นเมนูนี้ขึ้นจากการนำซอสมะเขือเทศมาผสมกับสปาเกตตี และกลายมาเป็น “นาโปลิตัน” ในเวลาต่อมา

นาโปลิตันที่พบเห็นกันทั่วไปในปัจจุบันจะใช้ซอสมะเขือเทศ แต่สูตรดั้งเดิมนั้นใช้มะเขือเทศสดและมะเขือเทศกระป๋องเป็นวัตถุดิบหลัก
สำหรับที่มาของชื่อ “นาโปลิตัน” มีข้อสันนิษฐานว่ามาจากการที่ซอสมะเขือเทศในยุคนั้นถูกเรียกว่า “สไตล์นาโปลี” ยังมีอีกทฤษฎีหนึ่งที่กล่าวว่า ชื่อนี้ถูกตั้งขึ้นเพื่อสื่อถึงภาพลักษณ์ที่ดูแปลกใหม่และมีเสน่ห์ของคำว่า “นาโปลี”

นาโปลิตันที่นิยมในปัจจุบันจะเป็นพาสต้าซอสมะเขือเทศรสหวานเล็กน้อย ผัดรวมกับผักอย่างพริกเขียวและหัวหอม พร้อมด้วยไส้กรอกหรือเบคอน โดยเป็นรสชาติที่ถูกปรับให้เข้ากับลิ้นของคนญี่ปุ่น ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นและชวนให้นึกถึงความทรงจำในอดีต ทำให้นาโปลิตันจึงไม่ใช่แค่เมนูอาหารทำเองที่บ้านเท่านั้น แต่ยังเป็นเมนูยอดนิยมตามร้านกาแฟอีกด้วย

โดเรีย

ว่ากันว่าโดเรียมีต้นกําเนิดมาจาก Hotel New Grand เมืองโยโกฮามะ เช่นเดียวกับนาโปลิตัน โดยผู้คิดสร้างสรรค์เมนูนี้คือ เชฟซาลี ไวล์ หัวหน้าพ่อครัวคนแรกของโรงแรม เพื่อเป็นอาหารสำหรับแขกที่ไม่สบาย

โดเรีย เป็นอาหารที่นำข้าวผัดเนยหรือข้าวผัดไก่ไปอบในเตาด้วยซอสขาวและชีสอย่างเต็มที่ ความเข้มข้นของซอสขาวและชีสกรอบจะกระตุ้นความอยากอาหารของคุณแน่นอน เนื่องจากรสชาติของโดเรียถูกปรับให้เข้ากับลิ้นของคนญี่ปุ่น ทำให้กลายเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมทั้งในฐานะอาหารทำเองที่บ้านและอาหารตามร้านอาหารทั่วไป ถึงแม้ว่าโดเรียจะมีลักษณะคล้ายกราแตง แต่จุดแตกต่างที่สำคัญคือการใช้ข้าวแทนเส้นพาสต้า วัตถุดิบที่เข้ากันได้ดี ได้แก่ กุ้งและไก่ นอกจากนี้ยังสามารถเพลิดเพลินกับโดเรียได้หลากหลายรูปแบบ เช่น โดเรียซอสมะเขือเทศ หรือโดเรียแกงกะหรี่ ทำให้เป็นเมนูที่ได้รับความนิยมในหมู่เด็กๆ อีกด้วย

ออมไรซ์

ออมไรซ์ หรือ ข้าวห่อไข่ เมนูอาหารตะวันตกสไตล์ญี่ปุ่นที่แทบทุกคนในญี่ปุ่นต้องเคยลิ้มลองอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ชื่อ "ออมไรซ์" เป็นคำที่เกิดจากการรวมคำภาษาฝรั่งเศสว่า “ออมเล็ต (omelette)” และคำว่า “ข้าว (rice)” จนทำให้หลายคนเข้าใจว่าเป็นอาหารจากฝรั่งเศส แต่แท้จริงแล้วเป็นเมนูออริจินัลของญี่ปุ่น ออมไรซ์เป็นข้าวผัดซอสมะเขือเทศที่ผัดรวมกับเนื้อไก่และหัวหอม แล้วนำมาห่อด้วยไข่นุ่มฟู

คุณยังสามารถเปลี่ยนรสชาติของออมไรซ์ได้หลายรูปแบบ เช่น วาดภาพด้วยซอสมะเขือเทศหรือราดซอสเดมิกลาสลงไป เด็กๆ จะมีความสุขไปกับการตกแต่งโอมัวไรซ์ด้วยซอสมะเขือเทศ และคิดว่าจะวาดอะไรลงไปดี ทำให้ออมไรซ์เป็นเมนูยอดนิยมที่คนทุกวัยชื่นชอบ และถือเป็นอาหารประจำชาติที่ครองใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่

ครีมสตูว์

ครีมสตูว์ เป็นอาหารที่ถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับอิทธิพลมาจากสตูว์แบบตะวันตกซึ่งเข้ามาในญี่ปุ่นช่วงสมัยเมจิ ชาวญี่ปุ่นได้นำสตูว์ตะวันตกมาปรับรสชาติและวัตถุดิบให้เข้ากับความชอบและวัฒนธรรมการกินของตนเอง จนกลายเป็นเมนูญี่ปุ่นดั้งเดิมในแบบเฉพาะตัว ครีมสตูว์เป็นหนึ่งในเมนูยอดนิยมของอาหารกลางวันในโรงเรียน และในช่วงฤดูหนาวก็มีหลายครอบครัวที่มักทำครีมสตูว์ร้อนๆ รับประทานที่บ้าน เรามักจะเห็นภาพครอบครัวนั่งล้อมวงรับประทานครีมสตูว์ร่วมกันในโฆษณาทีวีของญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของความอบอุ่นและครอบครัว ครีมสตูว์เป็นเมนูที่นำผักอย่างแครอท หัวหอม และมันฝรั่ง มาตุ๋นรวมกับเนื้อสัตว์หรืออาหารทะเลในซอสครีมที่ทำจากแป้งสาลี บางสูตรอาจเติมนมหรือนมถั่วเหลืองเพื่อเพิ่มความนุ่มละมุนในขั้นตอนสุดท้าย รสชาติอ่อนโยนของครีมสตูว์ทำให้เป็นเมนูที่ได้รับความนิยมจากคนทุกช่วงวัย นอกจากนี้ การพัฒนาผงหรือก้อนครีมสตูว์สำเร็จรูป ยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้เมนูนี้แพร่หลายเข้าสู่ครัวเรือนทั่วไปอย่างกว้างขวางอีกด้วย

อีกหนึ่งลักษณะเด่นของครีมสตูว์คือ แต่ละครอบครัวมักมีสูตรเฉพาะของตนเอง จึงเรียกได้ว่าเป็นเมนูที่มีรสชาติประจำบ้าน ครีมสตูว์ไม่ได้รับประทานคู่กับขนมปังเท่านั้น แต่ยังนิยมรับประทานคู่กับข้าว และบางครอบครัวก็นำครีมสตูว์ราดลงบนข้าวโดยตรงอีกด้วย

มันฝรั่งเยอรมัน

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า "มันฝรั่งเยอรมัน" เป็นอาหารที่มีต้นกำเนิดจากประเทศเยอรมนี แต่จริงๆ แล้ว ที่เยอรมนีไม่มีเมนูที่เรียกว่า "มันฝรั่งเยอรมัน" ถึงแม้จะดูเหมือนเป็นอาหารเยอรมัน แต่จริงๆ แล้วเป็นอาหารที่ถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น มันฝรั่งเยอรมันเป็นเมนูที่นำมันฝรั่งมาผัดรวมกับเบคอน ปรุงรสด้วยเกลือหรือคอนซอมเม่ จากนั้นเติมเนยและพาร์สลีย์เพื่อเพิ่มกลิ่นหอม เนื่องจากมันฝรั่งเป็นวัตถุดิบที่พบได้บ่อยในอาหารเยอรมัน ประกอบกับความนิยมและความชื่นชอบที่ชาวญี่ปุ่นมีต่อวัฒนธรรมเยอรมันในสมัยนั้น จึงเชื่อกันว่าเป็นที่มาของชื่อ “มันฝรั่งเยอรมัน” ยังสามารถรับประทานคู่กับมายองเนสหรือซอสมะเขือเทศได้ตามความชอบ แถมยังเข้ากันได้ดีกับเบียร์อักด้วย

โคร็อกเกะ

โคร็อกเกะ ถือเป็นอาหารประจําชาติของญี่ปุ่น กล่าวกันว่ามีต้นกําเนิดมาจากอาหารฝรั่งเศสที่ชื่อว่า "โครเกต์" โครเกต์ถูกนําเข้ามาในญี่ปุ่นเมื่อประมาณปี 1872 ในช่วงแรก เมนูที่ได้รับความนิยมคือโคร็อกเกะไส้ครีมที่ใช้ซอสเบชาเมล อย่างไรก็ตาม ในยุคนั้นเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากนมยังไม่ได้แพร่หลายมากในญี่ปุ่น ทำให้โคร็อกเกะไส้ครีมถือเป็นอาหารราคาสูง ดังนั้น จึงมีการคิดค้นโคร็อกเกะที่ใช้มันฝรั่งซึ่งมีราคาถูกและหาซื้อได้ง่ายแทน กล่าวได้ว่าโคร็อกเกะเป็นอาหารที่มีวิวัฒนาการเฉพาะตัวของญี่ปุ่น

ปัจจุบัน เมื่อพูดถึง “โคร็อกเกะ” คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงโคร็อกเกะมันฝรั่ง แต่ก็ยังมีโคร็อกเกะอีกหลากหลายชนิด เช่น โคร็อกเกะฟักทอง โคร็อกเกะไส้ครีม หรือเมนจิคัตสึ ซึ่งเป็นเนื้อบดผสมหัวหอมชุบเกล็ดขนมปังทอด โคร็อกเกะสามารถหาซื้อได้ง่ายทั้งตามซูเปอร์มาร์เก็ต แผนกอาหารสำเร็จรูป หรือร้านโคร็อกเกะโดยเฉพาะ จึงเป็นเมนูที่ขาดไม่ได้ในวัฒนธรรมการกินของคนญี่ปุ่น

เอบิฟราย

เอบิฟราย หรือ กุ้งทอด เป็นหนึ่งในเมนูอาหารตะวันตกสไตล์ญี่ปุ่นที่ถือเป็นเมนูคลาสสิก และมักพบเห็นได้ในชุดอาหารสำหรับเด็กของร้านอาหารสําหรับครอบครัว แต่จริงๆ เมนูนี้แล้วมีต้นกําเนิดในญี่ปุ่น เอบิฟรายเป็นเมนูกุ้งชุบแป้งทอดในน้ำมัน โดยจุดเด่นอยู่ที่เนื้อแป้งด้านนอกที่กรอบ และเนื้อกุ้งด้านในที่เด้งฉ่ำ เชื่อกันว่าร้านอาหารตะวันตกชื่อ “เรนกะเท” ในย่านกินซ่า กรุงโตเกียว เป็นผู้คิดค้นเมนูเอบิฟุไรขึ้นมาเมื่อประมาณปี 1900 ซึ่งในช่วงแรกเมนูนี้ถือเป็นอาหารชั้นสูง

ขั้นตอนการทำเอบิฟรายต้องผ่านกระบวนการหลายขั้น ตั้งแต่การเตรียมกุ้ง ชุบแป้งสาลี ไข่ และเกล็ดขนมปัง ก่อนนำไปทอดในน้ำมัน ด้วยขั้นตอนที่ค่อนข้างซับซ้อน ทำให้ในอดีตเอบิฟรายถูกมองว่าเป็นเมนูที่ทำรับประทานที่บ้านได้ยาก อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการวางจำหน่ายเอบิฟรายแช่แข็งในช่วงทศวรรษ 1960 เมนูนี้ก็กลายเป็นอาหารที่สามารถรับประทานได้ง่าย ทั้งในครัวเรือนและในกล่องเบนโตะ โดยทั่วไป มักรับประทานคู่กับซอสทาร์ทาร์หรือน้ำมะนาว และยังถูกเสิร์ฟในรูปแบบต่างๆ เช่น อาหารชุด และเป็นอาหารที่สามารถหารับประทานได้ทั้งในร้านอาหารญี่ปุ่นและตะวันตก

เทนชินฮัง

เทนชินฮัง หรือ ข้าวเทียนจิน เป็นหนึ่งในเมนูอาหารจีนสไตล์ญี่ปุ่นที่ชาวญี่ปุ่นชื่นชอบอย่างมาก แต่จริงๆ แล้วเป็นอีกหนึ่งอาหารออริจินัลที่ถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ว่ากันว่าแหล่งกำเนิดของเทนชินฮังมีอยู่สองทฤษฎี คือ ร้าน “ไรไรเคน” ในกรุงโตเกียว และร้าน “ไทโชเคน” ในเมืองโอซาก้า จุดเริ่มต้นของเมนูนี้มาจากการนำอาหารกวางตุ้งที่เรียกว่า “ฝูหยงไฮ” ซึ่งเป็นเมนูผัดไข่กึ่งสุกใส่เนื้อปูมาดัดแปลง จากนั้นนำไข่นุ่มฟูวางบนข้าวสวย แล้วราดด้วยซอสเปรี้ยวหวาน
เอกลักษณ์ของเทนชินฮังคือไข่ที่ตีผสมกับผักและเนื้อปู แล้วนำไปทอดให้นุ่มฟู พร้อมด้วยซอสที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน เมื่อรับประทานคู่กับข้าว รสชาติจะเข้ากันอย่างลงตัว จนเป็นเมนูที่กินเพลินและหยุดตักไม่ได้เลย เทนชินฮังยังมีความแตกต่างตามภูมิภาค โดยในภูมิภาคคันโตนิยมซอสที่มีรสหวานมากกว่าและใช้ซอสมะเขือเทศเป็นหลัก ในขณะที่ภูมิภาคคันไซจะนิยมซอสที่ทำจากซีอิ๊ว มีรสชาติอ่อนและกลมกล่อมกว่า ความแตกต่างของรสชาติซอสและวัตถุดิบในแต่ละพื้นที่ยังถือเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเมนูนี้ เทนชินฮังเป็นเมนูที่สามารถหาทานได้ง่าย ไม่เพียงแต่ในร้านอาหารจีนเท่านั้น แต่ยังพบได้ตามร้านอาหารชุด และร้านราเมนทั่วไปอีกด้วย

เอบิชิลิ

เอบิชิลิ เป็นเมนูกุ้งผัดซอสพริกที่มีรสชาติผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความหวานและความเผ็ด ถึงแม้จะถูกมองว่าเป็นอาหารจีนแบบดั้งเดิม แต่จริงๆ แล้วเอบิชิลิเป็นอาหารจีนสไตล์ญี่ปุ่นที่ถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ว่ากันว่าเอบิชิลิมีต้นแบบมาจากอาหารเสฉวนที่เรียกว่า “กันเสาเซี่ยเหริน” ซึ่งเป็นเมนูกุ้งผัดรสเผ็ด

ต่อมา เชฟเฉิน เจี้ยนหมิน ได้ปรับสูตรให้เข้ากับรสนิยมของชาวญี่ปุ่น โดยลดความเผ็ดของเครื่องเทศ และเพิ่มส่วนผสมอย่างซอสมะเขือเทศและไข่
จนกลายเป็นเอบิชิลิที่คุ้นเคยกันในปัจจุบัน จุดเด่นของเอบิชิลิคือรสชาติหวานอมเปรี้ยว เผ็ดกำลังดี ผสานกับเนื้อกุ้งที่เด้งฉ่ำ
ปัจจุบัน ได้กลายเป็นเมนูมาตรฐานในร้านอาหารจีนทั่วญี่ปุ่น และยังเป็นเมนูที่นิยมทำรับประทานกันเองที่บ้านอีกด้วย

ฮิยาชิชูกะ

ฮิยาชิชูกะ หรือ หมี่เย็นจีน เป็นเมนูเส้นเย็นที่ถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น และเป็นอาหารประจำฤดูร้อนที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เมื่อเห็นป้ายหรือเมนูคำว่า “ฮิยาชิชูกะ” วางอยู่หน้าร้าน ก็จะรู้สึกได้ว่าฤดูร้อนมาถึงอีกครั้งแล้ว ฮิยาชิชูกะมีลักษณะเด่นคือการนำเส้นบะหมี่จีนที่ต้มสุกแล้วไปแช่ในน้ำเย็น จากนั้นจัดเสิร์ฟพร้อมเครื่องต่างๆ เช่น แฮมหรือหมูชาชู ไข่ฝอย แตงกวา และมะเขือเทศ เมื่อรับประทานจะราดด้วยซอสซีอิ๊วที่มีรสหวานอมเปรี้ยว สีสันที่สดใสของเครื่องเคียงช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร แม้ในช่วงที่อากาศร้อนจนเบื่ออาหารก็ตาม

ว่ากันว่าต้นกำเนิดของฮิยาชิชูกะมากจากเมนูเส้นเย็นของจีนที่เรียกว่า “เหลียงปั้นเมี่ยน" อย่างไรก็ตาม ว่ากันว่าเมนูฮิยาชิชูกะในรูปแบบปัจจุบันถูกคิดค้นขึ้นในช่วงปี 1937 โดยร้านอาหารจีนชื่อ “ริวเท” ในเมืองเซนได จังหวัดมิยางิ เนื่องจากเมนูนี้เหมาะกับสภาพอากาศและวัฒนธรรมการกินของญี่ปุ่น จึงแพร่หลายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็วเลย นอกจาก ฮิยาชิชูกะจะเป็นอาหารกลางวันยอดนิยมในช่วงฤดูร้อนสำหรับครัวเรือนทั่วไปแล้ว แต่ยังสามารถหาซื้อได้ง่ายตามซูเปอร์มาร์เก็ต แผนกอาหารสำเร็จรูป และร้านสะดวกซื้อในช่วงฤดูร้อนอีกด้วย แน่นอนว่าสามารถรับประทานได้ตามร้านอาหารจีนเช่นกัน แต่ร้านจำนวนมากมักจะจำหน่ายเมนูนี้เฉพาะในฤดูร้อนเท่านั้น

อาหารที่ไม่ได้มีต้นกําเนิดในญี่ปุ่น

อาหารญี่ปุ่นบางจานไม่ได้มีต้นกําเนิดจากญี่ปุ่นจริงๆ

ราเมน

แหล่งกําเนิด: จีน

ราเมนเป็นที่นิยมในฐานะอาหารประจําชาติและเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนทุกรุ่น จุดเริ่มต้นของราเมนในญี่ปุ่นย้อนกลับไปเมื่อการเปิดท่าเรือในปี 1859 ทำให้อาหารเส้นจากประเทศจีน ซึ่งเป็นรากฐานของราเมน ถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่น และพัฒนาต่อมาจนกลายเป็นราเมนในปัจจุบัน เดิมทีชาวญี่ปุ่นเป็นชื่นชอบอาหารเส้นอย่างอุด้งและโซบะอยู่แล้ว ทำให้ราเมนได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว
เสน่ห์อีกหนึ่งอย่างของราเมนคือความหลากหลายของรสชาติซุป ไม่ว่าจะเป็นโชยุ มิโสะ หรือทงคตสึ คำถามอย่าง “ชอบราเมนรสไหนมากที่สุดหรอ?” มักถูกหยิบยกขึ้นมาในบทสนทนาประจำวัน และในสื่อต่างๆ ก็มีการแนะนำร้านราเมนอยู่เสมอ มักเห็นภาพร้านราเมนที่มีผู้คนต่อคิวยาวได้บ่อยในญี่ปุ่น
นอกจากนี้ แต่ละภูมิภาคของญี่ปุ่นยังมีราเมนท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ และกำเนิดของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังมีบทบาทสำคัญที่ทำให้ราเมนกลายเป็นอาหารประจำชาติอย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีร้านราเมนในญี่ปุ่นที่ได้รับรางวัลดาวมิชลินไกด์ 1 ดาวเป็นแห่งแรกของโลกอีกด้วย ทำให้ราเมงญี่ปุ่นเป็นที่รู้จักทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ

เกี๊ยวซ่า

แหล่งกําเนิด: จีน

ญี่ปุ่นมีร้านเกี๊ยวซ่าจำนวนมาก เกี๊ยวซ่าถือเป็นหนึ่งในอาหารประจำชาติที่ได้รับความนิยมไม่แพ้ราเมน แต่ต้นกำเนิดของเกี๊ยวซ่านั้นมาจากประเทศจีน และถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยเมจิ
ในประเทศจีน เกี๊ยวมักเป็นเกี๊ยวน้ำ แต่ในญี่ปุ่น เกี๊ยวหมายถึง "เกี๊ยวย่าง" ลักษณะเฉพาะของเกี๊ยวซ่าญี่ปุ่นคือมีแผ่นแป้งที่บาง ดังนั้นเมื่ออบแล้วจึงมีเนื้อกรอบและเหมาะเป็นเครื่องเคียงสําหรับรับประทานกับข้าว สามารถเลือกใส่วัตถุดิบได้อย่างหลากหลายในไส้เกี๊ยวซ่า ไม่ว่าจะเป็นผัก สมุนไพร เนื้อสัตว์ หรืออาหารทะเล ตามความชอบของแต่ละคน ส่วนผสมที่หลากหลายนี้ทำให้เกี๊ยวซ่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน และให้ความอิ่มอร่อยไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ ยังมีเมืองที่มีชื่อเสียงในฐานะ “เมืองแห่งเกี๊ยวซ่า” ทั่วประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมืองอุตสึโนะมิยะ จังหวัดโทจิงิ และเมืองฮามามัตสึ จังหวัดชิซุโอกะ เมืองเหล่านี้ไม่เพียงดึงดูดผู้ที่ชื่นชอบเกี๊ยวซ่าภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังมีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเดินทางมาเยือนเพื่อชิมเกี๊ยวซ่าขึ้นชื่ออีกด้วย

ข้าวแกงกะหรี่

แหล่งกําเนิด: อินเดีย

ข้าวแกงกะหรี่ เป็นหนึ่งในเมนูอาหารประจำบ้านของญี่ปุ่น และยังเป็นเมนูยอดนิยมที่ขาดไม่ได้ในอาหารกลางวันของโรงเรียน เส้นทางการเดินทางของแกงกะหรี่ญี่ปุ่นเริ่มจากแกงกะหรี่ในประเทศอินเดียที่ถูกนำเข้าไปยังสหราชอาณาจักร ก่อนที่ผงกะหรี่จะถูกนำเข้ามายังญี่ปุ่นในช่วงต้นสมัยเมจิ ต่อมา ญี่ปุ่นเริ่มผลิตและจำหน่ายผงกะหรี่ที่ผลิตภายในประเทศเอง ทำให้เมนูกะหรี่แพร่หลายมากขึ้น นอกจากนี้ ในร้านอาหารญี่ปุ่นยังมีการนำกะหรี่มาประยุกต์เป็นเมนูอย่าง อุด้งแกงกะหรี่ หรือคะเระนันบัง ซึ่งใช้น้ำซุปดาชิเป็นพื้นฐานของรสชาติ

ในช่วงทศวรรษที่ 1950 เมื่อมีการวางจำหน่ายแกงกะหรี่แบบก้อน ข้าวแกงกะหรี่ก็กลายเป็นเมนูที่ใครๆ ก็สามารถทำได้ง่ายที่บ้าน นอกจากนี้ กําเนิดของแกงกะหรี่แบบรีทอร์ท (ถุงทนร้อน) ซึ่งสามารถอุ่นรับประทานได้ทันทีด้วยการต้มในน้ำร้อน ก็ยิ่งทำให้เมนูนี้แพร่หลายในครัวเรือนมากขึ้น หลายครอบครัวยังนิยมเก็บแกงกะหรี่ไว้เป็นอาหารสำรองในยามเกิดภัยพิบัติ อีกด้วยจุดเด่นอีกอย่างของข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่นคือ แต่ละครอบครัวมักมีวัตถุดิบและเคล็ดลับรสชาติที่แตกต่างกัน กล่าวได้ว่าอาจมีสูตรแกงกะหรี่ญี่ปุ่นมากมายเท่าจำนวนครัวเรือน นอกจากนี้ แกงกะหรี่แบบก้อนของญี่ปุ่นยังเป็นของฝากยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนญี่ปุ่นอีกด้วย

เทมปุระ

แหล่งกําเนิด: โปรตุเกส

เทมปุระ เป็นอาหารญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากที่ขาดไม่ได้ เมนูเทมปุระจะเขียนทับศัพท์ในภาษาอังกฤษว่า “Tempura” เช่นเดียวกับ “Sukiyaki” และเป็นที่รู้จักในฐานะคำสากลที่สื่อถึงอาหารญี่ปุ่นไปทั่วโลก ถึงแม้เทมปุระจะถูกมองว่าเป็นอาหารญี่ปุ่นแท้ๆ ก็ตามแต่จริงๆ แล้วมีต้นกำเนิดจากประเทศโปรตุเกส ในตอนนั้นน้ำมันมีค่ามากในญี่ปุ่น ทำให้เมนูเทมปุระซึ่งใช้น้ำมันจํานวนมากถือเป็นเมนูที่ฟุ่มเฟือยดังนั้นจึงไม่เป็นที่นิยม และยังไม่แพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไป ต่อมา ในช่วงต้นสมัยเอโดะ เมื่อมีการผลิตน้ำมันเพิ่มมากขึ้น เทมปุระจึงเริ่มแพร่หลายสู่ประชาชนทั่วไป
ในยุคนั้น มักจำหน่ายเทมปุระตามร้านแผงลอยแบบยืนกิน โดยนำวัตถุดิบชุบแป้งทอดแล้วเสียบไม้ เพื่อให้รับประทานได้ง่ายโดยไม่เลอะมือ ทำให้มักถูกมองว่าเป็นอาหารว่างมากกว่าอาหารมื้อหลัก หลังจากนั้น เทมปุระก็ไม่ได้เป็นเพียงอาหารของคนทั่วไปเท่านั้น แต่ยังเป็นอาหารชั้นสูงที่ถูกปรุงด้วยความประณีต มีการเปิดร้านเฉพาะทางและร้านอาหารแบบเรียวกัง ทำให้เทมปุระกลายเป็นอาหารระดับสูงที่ได้รับการยอมรับทั้งความประณีตและรสชาติ ในปัจจุบัน เทมปุระไม่ได้ถูกรับประทานที่บ้านเท่านั้น แต่ยังเป็นอาหารที่ขาดไม่ได้ในโอกาสพิเศษ เช่น ช่วงเทศกาลปีใหม่หรือการเฉลิมฉลองต่างๆ

ซูชิ

แหล่งกําเนิด: เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ซูชิ เป็นหนึ่งในตัวแทนของอาหารญี่ปุ่น เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ถูกล้อมด้วยทะเล จึงมีวัฒนธรรมการรับประทานปลาสดโดยไม่ผ่านความร้อนมาอย่างยาวนาน ทำให้หลายคนอาจคิดว่าซูชิเป็นอาหารที่ถือกำเนิดขึ้นในญี่ปุ่นมาตั้งแต่แรก อย่างไรก็ตาม ว่ากันว่าซูชิมีพื้นฐานมาจาก "นาเระซูชิ" ซึ่งถูกถ่ายทอดมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยนาระ นาเระซูชิแตกต่างจากซูชิในปัจจุบันอย่างมาก โดยเป็นอาหารที่นำปลาหมักเกลือมาคลุกกับข้าว แล้วหมักทิ้งไว้จนข้าวเกิดการหมักและมีลักษณะเละ วิธีนี้ถือเป็นการถนอมอาหารเพื่อเก็บรักษาปลาไว้ให้ได้นานในสมัยนั้น
หลังจากนั้น ในช่วงปลายสมัยเอโดะ ซูชิแบบปั้นมือ หรือ นิกิริซูชิ ก็ถือกำเนิดขึ้นมา ซูชิในยุคนั้นมักจำหน่ายตามร้านแผงลอยเช่นเดียวกับเทมปุระ โดยนำข้าวซูชิที่คลุกน้ำส้มสายชูมาปั้น แล้ววางปลาสดไว้ด้านบน เนื่องจากใช้วัตถุดิบจากอ่าวโตเกียว จึงถูกเรียกว่า “เอโดะมาเอะซูชิ" และว่ากันว่า ซูชิในยุคนั้นมีขนาดใหญ่กว่าปัจจุบันมาก และมักถูกหั่นแบ่งก่อนรับประทาน
ซูชิที่ใกล้เคียงกับซูชิในปัจจุบันเริ่มแพร่หลายในสมัยเมจิ และเมื่อมีการใช้ตู้เย็นในการเก็บรักษาวัตถุดิบในสมัยไทโช ก็ทำให้สามารถใช้ปลาได้หลากหลายชนิดมากขึ้น และขนาดของซูชิก็เล็กลง ซูชิผ่านการพัฒนาในแบบฉบับของญี่ปุ่น และกลายเป็นอาหารญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกในทุกวันนี้ ปัจจุบัน มีวิธีการเพลิดเพลินกับซูชิหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ร้านซูชิแบบดั้งเดิมที่เชฟปั้นซูชิทีละคำตรงหน้า ไปจนถึงร้านซูชิสายพาน ที่สามารถเลือกหยิบซูชิที่ไหลมาตามสายพานได้อย่างอิสระ

เมนูอาหารที่ถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่นเหล่านี้ ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับรสนิยมของชาวญี่ปุ่น และพัฒนาจนกลายเป็นเมนูหนึ่งที่ขาดไม่ได้ของวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่น ห้ามพลาดมาลองชิมและเปรียบเทียบกับอาหารจากประเทศของคุณเองดูนะ!

แหล่งข้อมูล

ข้อมูลนี้มาจากบริษัท Fun Japan Communications จำกัด
อาจมีการปิดทำการ เปลี่ยนแปลงเวลาทำการ หรือระงับบริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชั่วคราว เป็นต้น โดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดเข้าดูที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการหรือสอบถามกับสำนักงานโดยตรง


คุณอาจชอบ